บทความ

ความลับทีมชาติจีน ตอนที่1

เป็นความลับของทีมปิงปองชาติจีน ที่ถูกตีแผ่โดยอดีตทีมชาติจีนเชงยิ่งหัว ในปี 2011   (ดังนั้นข้อมูลบางอย่างอาจจะไม่อัพเดท หรือมีการเปลี่ยนแปลง) ในขณะนั้นเชงโอนสัญชาติไปเป็นผู้เล่นของ USA       ในขณะที่เชงอยู่ในทีมชาติจีนเขาจะไม่ค่อยโดดเด่นหรือมีโอกาสได้เล่นเท่าไหร่เนื่องจากในตอนนั้นจีนโปรโมตหรือให้ความสำคัญกับผู้เล่นที่จับไม้จีนมากกว่าในขณะที่เชงจับไม้ shake hand.

ทีมชาติจีน  

ทีมชาติจีนมีความลึกซึ้งกว่าทีมชาติอื่นๆ ศูนย์ฝึกซ้อมหลักอยู่ที่ปักกิ่ง  โดยทีมจีนจะประกอบไปด้วยผู้เล่น 96 คน เป็นชาย 24 คน ผู้หญิง 24 คน  เด็กชาย 24 คนและ เด็กหญิง 24 คน ผู้เล่นจะถูกทดสอบจากการส่งไปแข่งในทัวร์นาเมนต์ต่างๆในยุโรปและที่อื่นๆ เพือดูว่าพวกเขามีผลการแข่งขันในระดับนานาชาติเป็นอย่างไร ดูว่าใครจะมีศักยภาพเป็นดาวเด่น     ทีชาติจีนได้เปรียบกว่าชาติอื่นๆเพราะหากผู้เล่นที่คัดเลือกเอาไว้ไม่ขยันซ้อมหรือผลงานในระดับนานาชาติไม่ดีก็จะมีผู้เล่นอื่นๆที่รอคิวมาเสียบแทนที่มากมาย

การคัดเลือกทีมชาติจีน

ในหลายประเทศ (รวมทั้ง USA) จะคัดเลือกจากการนำผู้เล่นมาเวียนแข่งกัน นี่น่าจะเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด แต่มันอาจไม่ได้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง   ตามที่เชงให้ข้อมูลมานั้น ในประเทศต่างๆรวมทั้ง USA นั้น  มีโอกาสผิดพลาดถึง 90%  ในการเลือกผู้เล่นที่ได้รับการฝึกซ้อมและการสนับสนุน  นั่นเป็นปัญหาจริงที่เกิดขึ้นเพราะแม้ว่าการเล่นแข่งขันวนเพื่อคัดทีมชาติจะเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุดแต่ไม่ได้เป็นวิธีที่จะได้ผู้เล่นที่มีโอกาสที่จะขนะได้เหรียญใดๆ  บ่อยครั้งผู้เล่นในทีมจะมีอายุ 40 ปีขึ้นจะได้รับเลือกทำให้ผู้เล่นที่มีอายุน้อยไม่มีโอกาส  อย่างเช่นใน USA เมื่อเร็วๆนี้มีการคัดเลือกผู้เล่นโดยการแข่งวนกันโดยผู้เล่น 10 คนซึ่งมีอายุ  46, 41, 41, 38, 37, 36, 34, 30, 19 และ 18 ปี  ปรากฏว่า  Han Xiao ซึ่งมีอายุ 18 ปีได้อันดับที่ 5 แต่ผู้เล่นที่ได้อันดับดีที่สุด 4 คนเท่านั้นที่ได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเงินทุนและอื่นๆ  ดังนั้นเขาจะต้องออกค่าใช้จ่ายเองแม้ว่าเขาคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในประเทศในช่วงอายุนั้น  เงินสนับสนุนกลับตกไปอยู่กับผู้เล่นที่มีอายุ 30 40 ปี และผู้เล่นอย่าง  Mark Hazinski (20 ปี, U.S. #1 under 22), Adam Hugh (17 ปี, U.S. #1 under 18 boy), and Judy Hugh (15 ปี, U.S. #1 under 18 girl) ไม่มีโอกาสได้รับการสนับสุน  การคัดเลือกแบบนี้เป็นการคัดเลือกที่ดีทีสุดแล้วหรือในการสร้างทีม   อาจใช่หากผู้เล่นที่มีอายุเยอะๆเหล่านั้นมีอันดับโลกสูงๆ   ถ้าเป็นโค้ชจีนเขาจะไม่เลือกผู้เ่ล่นที่มีอายุมากกว่า 22 ปี   มีอีกทางเลือกหนึ่งคือสร้างทีมที่มีผู้เล่นอายุต่ำว่า 22 ปีขึ้นมาอีกทีมหนึ่งให้มีการฝึกซ้อมเหมือนทีมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติ   ในหลายประเทศก็มีการทำแบบนี้แล้ว  อย่างไรก็แล้วแต่ผู้เล่นที่มีฝีมือดีที่สุดไม่ว่าอายุน้อยหรือมาก ควรจะได้อยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ที่จะไปแข่งกับต่างประเทศ

การฝึกซ้อม

ทีมจีนมีการฝึกซ้อมที่หนักและนาน  โดยทั่วไปจะประมาณ 7 ชั่วโมงต่อว่ัน  ทั้งฝึกซ้อมการเล่นที่โต๊ะและฝึกซ้อมร่างกาย  ในตอนเช้าปกติจะฝึกซ้อมร่างกายและฝึกการเสิร์ฟ ช่วงบ่ายก็จะฝึกซ้อมที่โต๊ะ (การซ้อมนี้จะมีทั้งแบบปกติคือซ้อมกับ partner และซ้อมกับการป้อนลูกของโค้ช ) ผู้เล่นบางคนจะซ้อมพิเศษเพิ่มเติมตอนกลางคืนหรือในวันหยุด   ฝึกแบบนี้ 6 วันต่อสัปดาห์

โดยปกติทีมจีนจะเน้นการซ้อมในช่วงเดือน พ.ย. ถึง เมษายนและการไปร่วมแข่ง tournament ในข่วงที่เหลือ (อันนี้เป็นช่วงที่เชงเคยเป็นทีมชาติอยู่  แต่ตอนนี้มีการแข่งขันของ ittf ตลิดทั้งปี)

การฝึกซ้อมกับ partner พิเศษ

การฝึกซ้อมที่จีนมีเหนือกว่าทีมอื่นๆทั่วโลกตือการฝึกซ้อมกับ partner พิเศษ   โดยทั่วๆไปทีมของประเทศอื่นๆผู้เล่นทีมชาติจะซ้อมด้วยกันเอง    แต่ที่จีนนั้นจะมีการซ้อมกับ partner พิเศษ  การซ้อมที่จีนจะเน้นที่ผู้เล่นแต่ละคนเป็นหลัก เช่น  ผู้เ่ล่นหญิงก็จะให้ซ้อมกับผู้เล่นชายที่มีฝีมือเหนือกว่า    นอกจากนั้นยังมีการให้ partner เล่นเลียนแบบคู่แข่งต่างประเทศ อย่างเช่น Schlager, Samsonov, Kreanga, Waldner, Saive, Chuan, Ryu และ Oh,   หรือผู้หญิงก็อย่างเช่น  Boros, Tie Yana, Li Jia Wei, Liu Jia, Kim Kyung Ah, และ Pavlovich.         Partner ที่จะมาซ้อมด้วยจะศึกษา video ของผ้เล่นคู่แข่งแล้วเลียนแบบวิธีการเล่น        Duan Xiang ผู้เป็น member ของ  the Chinese Technical Committee of the Chinese Table Tennis Association เคยกล่าวไว้ว่า  “เรามี  Samsonovs และ  Waldners ที่เป็นผู้เล่นจีนหลายคน ผู้เล่นของเราเล่นกับผู้เล่นเหล่านี้ทุกวันซึ่งจะทำให้การแข่งขันจริงง่ายขึ้น ”     (แทนที่จะเลียนแบบมันจะง่ายกว่าไหมที่จะจ้างให้น้องเมย์ไปเล่นแบดที่จีนเสียเลย)

ในยุคของเชง เชงเองก็ในเวลาไปนานมากในการเป็น partner พิเศษให้กับทีมชาติจีน  เชาเคยถูกบอกให้ copy การเล่นของผู้เล่น Hungary  ชื่อ  Tibor Klampar      หลังจากที่  Klampar เลิกเล่นแล้วเชงก็ถูกให้ไป เลียนแบบการเล่นของ  Jan-Ove Waldner. เชงได้เดินทางไปยุโรปหลายครั้งเพื่อไปดูผู้เล่นเหล่านี้เล่นจริงใน tournaments

ครั้งหนึ่ง Jiang Jialiang, ผู้เ่ล่นไม้จีน+ยางเม็ดสั้น เคยชนะได้แชมป์โลกในปี 1985.        ในปี  1987 เขาเข้ารอบอีกครั้งและเห็นชัดว่าคู่แข่งตัวหลักของงานนี้คือ ผู้เล่นจาก Sweden  ,  Waldner.     ดังนั้นเขาจึงฝึกซ้อมกับเชงผู้ซึ่งสามารถเลียนแบบการตีของ Waldner ได้ตั้งแต่การเสิร์ฟ    การรับลูกเสิร์ฟ  รวมทั้งการ topspin และอื่นๆ  ในการซ้อมเกมส์ เชงชนะ Jiang หลายครั้ง  เพื่อเป็นการทำให้ Jiang มีแรงฮึดเชงถาม Jiang ว่า Jiang จะชนะเป็นแชมป์โลกได้ไงหากแค่เอาชนะเขายังไม่ได้          การฝึกซ้อมเป็นผล แม้ว่า Jiang จะทำได้ไม่ดีในการซ้อมกันเชงแต่ก็ทำให้มีความคุ้นเคยกับ Waldner  และทำให้เขาได้แชมป์โลกอีกครั้งในปี 1987

บางทีหาก Michael Maze ได้ฝึกกับ partner ที่เลียนแบบผู้เล่นของจีนมาก่อนเขาจะไม่ตาม Hao Shuai  0-3   (ก่อนที่จะตามมาชนะ 4-3 ) และจะรู้สึกคุ้นเคยกับการเล่นกับ Ma Lin  เพราะเขาแพ้  Ma Lin  11-7, 11-6, 11-9, 11-8, ซึ่งทำให้เห็นว่าในตอนท้ายๆ Maze เริ่มปรับตัวและคุ้นเคยกับ Ma Lin แล้วคะแนนจึงเข้าใกล้ขึ้น

 

partner 2 ต่อ ผู้เล่น 1

เป็นปัญหาพื้นฐานเลยคือการหากคู่ซ้อม (partner) ที่แข็งแกร่งพอให้กับผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก   ในช่วงยุคที่ Waldner กำลังรุ่งเรือง ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวกับโค้ชของเขาว่า “เมื่อไหร่ผมจะได้ซ้อมกับผู้เล่นที่เก่งๆ    ประเทศจีนมีผู้เล่นเก่งมากมายกว่าประเทศอื่นๆ แต่ผู้เล่นที่เก่งที่สุดก็คือผู้เล่นที่เก่งที่สุด  ผู้เล่นอย่าง Wang Liqin   หรือ  Ma Lin  ไม่สามารถหาคู่ซ้อมที่ดีกว่าการซ้อมด้วยกันเอง  หรือว่าพวกเขาสามารถจะหาได้?

จีนได้พัฒนาการฝึกซ้อมไปอีกขั้น เชงลังเลใจที่จะเปิดเผยเรื่องนี้  เพราะการซ้อมนี้เป็นความลับของทีมจีน จนถึงทุกวันนี้   โดยทีมจีนจะใช้วิธีนี้เฉพาะการฝึกซ้อมที่เรียกว่า closed training  ซึ่งพวกเขาจะซ้อมกันก่อนรายการแข่งขัน match ใหญ่ๆ   ในครั้งหนึ่งเมื่อจีนยังไม่เปิดเท่าทุกวันนี้หากเชงเปิดเผยเรื่องนี้กับใคร อาจทำให้เขามีปัญหาได้

การฝึกนี้จะใช้คู่ซ้อมสองคนต่อผู้เล่น 1 คน   การฝึกแบบนี้เรียกว่าถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศอื่นแต่สำหรับจีนแล้วเป็นเรื่องง่าย      คู่ซ้อม 2 คนจะถูกเลือกคนหนึ่งเก่ง backhand มาก (แต่ก็เก่ง forehand เหมือนกัน) อีกคนหนึ่งเก่ง forehand มาก  ทั้งสองคนจะฝึกเล่นเป็นทีมเดียวกัน เพื่่อสู้กับผู้เล่นที่ต้องการฝึกซ้อม คนแข็ง forehand จะยืนด้าน forehand คนแข็ง back hand จะยืนด้าน  backhand (เล่น forehand ด้วยแต่ตีจากด้านที่ยืนเหมือนผู้เล่นทั่วไป )    เท่านี้ก็จะได้คู่ซ้อมที่แข็งแกร่งกว่าผู้เล่นแล้ว  แม้กระทั่งแข็งแกร่งกว่า Wang Liqin     นี่เป็นการฝึกซ้อมที่จะทำให้ผู้เ่ล่นที่เก่งที่สุดสามารถฉุดตัวเองขึ้นไปให้เหนือ limit ที่ตัวเองมี

 

การซ้อม 2 ต่อ 1

ตัวอย่าง special partner 4 ต่อ 1

การฝึกด้านสมาธิและด้านเทคนิคการเล่น

ทีมจีนจะมีการฝึกกับนักจิตวิทยาด้านการกีฬาอาทิตย์ละครั้ง และจะฝึกร่วมกับเทคนิคการเล่นซึ่งทั้งสองส่วนจะเกี่ยวเนื่องกันเพื่อให้ใช้เทคนิคการเล่นที่เหมาะสมภายใต้ความกดดัน

ทีมจีนจะมี staff ที่ดูแลด้านเทคนิคการเล่น ซึ่งจะทำหน้าที่วิเคราะห์รูปเกมส์ของผู้เล่นต่างชาติแล้วให้คู่ซ้อมเลียนแบบวิธีการตีแล้วนำไปฝึกกับผู้เล่นจีน

การพัฒนาผู้เล่นจีน

เด็กจีนจะถูกทดสอบความสามารถตั้งแต่เด็ก เด็กที่มีแววจะถูกส่งไปโรงเรียนทางด้านกีฬานั้นๆ เชงถูกทดสอบตอนอายุ 5 ขวบ เขาผ่านให้ฝึกซ้อมกีฬาเกี่ยวกับ racket   ซึ่งตั้งแต่ 5 ขวบถึง 12 ขวบเขาจะฝึกทั้งแบดและปิงปอง  จาก12 ขวบเป็นต้นไปเขาจะออกจากโรงเรียนเพื่อไปเป็นนักปิงปอง  full time  และเน้นทางด้านปิงปองอย่างเดียว ผู้เล่นอันดับสูงของจีนก็จะมีชีวิตเริ่มต้นคล้ายๆกัน

บางคนมาจากโรงเรียนธรรมดา แต่ก็มีการฝ฿กซ้อมปิงปองของทีมโรงเรียนอยู่แล้วในโรงเรียนเหล่านั้น  ในประเทศที่มีประชากร 1.3 พันล้านคน จะมีทีมปิงปองอยู่เป็นจำนวนมาก จามสถิติจากหนังสือพิมพ์ Shanghai Daily เมื่อวันที่ 7/6/2005   จีนมีผู้เล่น 10 ล้านคนที่เล่นปิงปองจริงๆจังๆ   มีผู้เล่นจีนเก่งๆหลายๆคนที่ไม่ใช่ผู้เล่นหลักออกไปเล่นให้ USA และประเทศอื่นๆ

เทคนิคการเล่นของจีน

มีบางคนกล่าวว่าที่จีนเก่งปิงปองนั้นเป็นเพราะมีประชากรมากเท่านั่นเอง  ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงอย่างไรก็แล้วแต่ประเทศในยุโรปโดยเฉพาะสวีเดน ก็มีผู้เล่นเก่งมากในช่วงปี 1990-2000  ในขณะที่จีนตกต่ำลง ดังนั้นจำนวนผู้เล่นไม่สามารถเป็นปัจจัยที่เหนือกว่าเทคนิคการเล่น     ปลายปี 1980 ถึงต้นปี 1990 จีนตกต่ำมาก มีการอนุรักษ์การเล่นแบบจับไม้จีน+ยางเม็ดนานเกินไป ในขณะที่โลกไปในทิศทางของยางเรียบและจับ shake-hand    topspin  จีนได้เรียนรู้จากตรงนั้นและค่อยๆเปลี่ยนไป       Wang Liqin ได้แชมป์โลกเมื่อเร็วๆนี้และเคยได้มาก่อนในปี 2001      ทางด้านผู้หญิง Zhang Yining ก็เพิ่งได้แชมป์โลกหลังจากที่ Wang Nan เคยได้แชมป์โลกถึง 3 สมัย  ผู้เล่นทั้งสามคนต่างก็เล่น shake-hand  topspin

สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้เล่นของจีนได้เล่นโดยใช้เทคนิคที่ดีที่สุด มีพรสวรรค์  สมาธิและความสมบูรณ์ของร่างกาย ทำให้ผู้เล่นจีนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง   เทคนิคใหม่ๆได้เกินขึ้นเรื่อยๆ บางที่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ “reverse pen-hold backhand,”  (ผู้เล่นจับไม้จีนทำ backspin โดยยางด้าน backhand )  ที่เห็นกันบ่อยๆก็คือนักกีฬาเหรียญโอลิมปิค Wang Hao และ  Ma Lin  ตามประวัติแล้วผู้เล่นไม้จีนจะใช้ยางด้านเดียวในการตี backhand และ forehand  ในช่วงปี 1990 นักกีฬาจีนเป็นจำนวนมากเริ่มที่จะหันมาใช้ยางอีกด้านหนึ่งในการทำ backspin  ที่โดดเด่นที่สุดในตอนนั้นก็คือ    Liu Guoliang (1996 Olympic Gold Medallist,  1999 World Champion)    ซึ่งจำใช้บ้างเป็นครั้งเป็นคราวปรับเปลี่ยนไป    ต่อ Ma Lin ก็ขึ้นไปขั้นโดยจะทำลูกนี้เป็นลูกหลัก แล้ว Wang Hao ก็ก้าวขึ้นไปในระดับที่สูงกว่าโดยเล่นลูกนี้ตลอดเวลา

ในขณะที่ผู้เล่นยุโรปก็คิดค้นการทำลูก backspin โดยไม้ shake hand     Klampar พัฒนาลูกนี้ในช่วงปี 1970   จากนั้นผู้เล่นคนอื่นๆก็เริ่มมีให้เป็นทั้งยุโรปและเอเชียอย่างเช่น   Wang Liqin, Kong Linghui และ  Zhang Yining ,  Werner Schlager , Oh Sang Eun

ผู้เล่นจีนเหนือกว่าผู้เล่นจากประเทศอื่นในเรื่อง เสิร์ฟและรับลูกเสิร์ฟ    ผู้เล่นในประเทศอื่นก็มีฝีมือใกล้เคียงหรือห่างกันเล็กน้อยในเรื่องนี้     Ma Lin นับว่ามีลูกเสิร์ฟที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก ก่อนหน้านั้นก็มี  Liu Guoliang               ผู้เล่นจีนเก่งในเรื่องเสิร์ฟที่เหนือกว่ามากๆคือการรับลูกเสิร์ฟ ผู้เล่นจากประเทศอื่นจะรับลูกเสิร์ฟไปเฉยๆ แต่ของจีนจะรับแบบทำให้คู่แข่งเสียเปรียบซึ่งจะทำให้ได้เป็นฝ่ายเริ่มบุกก่อน     Ma Lin เก่งในเรื่องนี้ ทำให้คู่แข่งรู้สึกอึดอัดจากการรับลูกเสิร์ฟของเขา แต่ผู้เล่นจีนฝึกกันหนักหลายๆชั่วโมง    ทำให้น้อยนักที่จะมีผู้เล่นจากชาติอื่นมาเปรียบได้  อาจจะมีก็คงเป็น   Waldner  ที่อาจจะมีระดับที่ใกล้เคียงกับผู้เล่นจีน

มีความลับอีกเรื่องหนึ่งของผู้เล่นจีน จริงๆก็ไม่ใช่ความลับอะไร ผู้เล่นจีนจะใช้เวลาเป็นอย่างมากในการฝึกเบสิกที่น่าเบื่อ จนมีความาสามารถใกล้เคียงกับเครื่องจักร  คุณจะเห็นว่าน้อยนักที่ผู้เล่นจีนจะเสียลูกง่ายๆ    เชงกล่าวว่าที่เขาได้แชมป์ USA ในปี 2004 ในขณะที่อายุ 46  เป็นเพราะคู่แข่งของเขาไม่มีเบสิกที่ดีพอ  (เบสิกในระดับดลกจะเหนือกว่าเบสิกที่เราฝึกกัน)

 

สำหรับท่านที่อยากอ่านตอนที่ 2 คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะกว่าจะเขียนตอนที่1 เสร็จก็ใช้เวลาไปถึง 2 วัน การแปลบทความสักเรื่องหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ผมเพิ่มคลิปลงไปในบทความด้วยเนื่องจากผมเห็นคลิปพวกนี้มาก่อนแล้วซึ่งสอดคล้องกับบทความนี้    —  น้าหมู

0 comments on “ความลับทีมชาติจีน ตอนที่1

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: